Key Takeaways
การรักษาความปลอดภัยในอสังหาริมทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยมาตรฐานและกระบวนการทำงานของ รปภ. ในแต่ละกะที่ชัดเจน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มงาน การตรวจพื้นที่ภายนอก-ภายใน การคัดกรองบุคคล ไปจนถึงการสรุปและส่งมอบงานอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน-กลางคืน จะมีจุดเน้นที่ต่างกันตามระดับความเสี่ยง นอกจากนี้ การใช้เช็กลิสต์ควบคุมงานร่วมกับเทคโนโลยี เช่น Guard Tour Digital และการอบรมพัฒนาทักษะ รปภ. อย่างต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับความปลอดภัย เพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน และลดโอกาสเกิดความผิดพลาด ทำให้ทั้งทรัพย์สินและผู้อยู่อาศัยได้รับการดูแลอย่างมั่นใจในทุกช่วงเวลา
การรักษาความปลอดภัยในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร อาคารสำนักงาน หรือโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากจะต้องคำนึงถึงจำนวนของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแล้ว ยังขึ้นอยู่กับระบบการทำงานที่มีมาตรฐาน โดยเฉพาะการทำงานของ รปภ. แต่ละกะ ที่ต้องมีขั้นตอนชัดเจน ตรวจสอบได้ และปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การดูแลพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
เราจึงจะมาทำความเข้าใจขั้นตอนการตรวจพื้นที่ของ รปภ. อย่างละเอียด ตามแนวทางของกฎหมายไทย พร้อมทั้งแนวทางปฏิบัติที่ช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้ครอบคลุมทุกช่วงเวลา
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยในประเทศไทย
มาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยในแต่ละสถานที่ องค์กร หรือธุรกิจ จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยมีกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
พระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558
กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายหลักที่ควบคุมธุรกิจรักษาความปลอดภัยในประเทศไทย โดยกำหนดให้บริษัทที่ให้บริการ รปภ. ต้องได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง รวมถึงมีการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นระบบ ซึ่งสาระสำคัญของกฎหมาย ได้แก่
- กำหนดคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
- บังคับให้มีการฝึกอบรมก่อนเริ่มปฏิบัติงาน
- ควบคุมมาตรฐานของบริษัทผู้ให้บริการ
- กำหนดบทลงโทษในกรณีฝ่าฝืน
พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550
กฎหมายนี้ครอบคลุมการจัดการเหตุฉุกเฉิน เช่น อัคคีภัย น้ำท่วม หรือภัยพิบัติต่าง ๆ ซึ่ง รปภ. มีบทบาทสำคัญในฐานะด่านหน้าในการรับมือสถานการณ์ โดยหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- การแจ้งเหตุฉุกเฉินไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- การอพยพคนออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย
- การประสานงานกับหน่วยกู้ภัยหรือเจ้าหน้าที่รัฐ
กฎหมายเหล่านี้ ช่วยยกระดับมาตรฐานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มีความเป็นมืออาชีพ ลดความเสี่ยงจากการใช้บุคลากรที่ไม่มีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการในด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ
หน้าที่หลักและภารกิจรายกะ
การรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ต้องครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งการทำงานออกเป็น 2-3 กะหลัก เช่น กะเช้า กะกลางวัน และกะกลางคืน ซึ่งหน้าที่ของ รปภ. ในแต่ละกะก็มีลักษณะที่แตกต่างกันตามบริบทของเวลาและความเสี่ยงที่เกิดขึ้น
กะเช้า และกะกลางวัน
ในช่วงกลางวัน พื้นที่มักจะมีกิจกรรมหนาแน่น หน้าที่หลักจึงเน้นไปที่การอำนวยความสะดวก และการควบคุมการเข้า-ออกของบุคคลภายนอก ผู้ติดต่อ และยานพาหนะ
เจ้าหน้าที่ต้องมีความตื่นตัวในการตรวจสอบสิทธิ์การเข้าพื้นที่ พร้อมกับการอำนวยความสะดวกด้านจราจร นอกจากนี้ยังต้องหมั่นตรวจตราความเรียบร้อยทั่วไปในพื้นที่ที่มีคนพลุกพล่าน เพื่อป้องกันเหตุลักขโมยหรือความวุ่นวายในที่สาธารณะ
กะกลางคืน
เมื่อเข้าสู่ยามวิกาล ภารกิจจะเปลี่ยนจากการอำนวยความสะดวกเป็นการเฝ้าระวังอย่างเต็มรูปแบบ เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความถี่ในการตรวจตราจุดอับสายตา มุมตึก และบริเวณที่แสงสว่างเข้าไม่ถึง ขั้นตอนการตรวจพื้นที่ของ รปภ. ในช่วงนี้จะให้ความสำคัญกับระบบล็อกประตูหน้าต่างทุกจุด และการตรวจสอบระบบไฟส่องสว่าง เพื่อกำจัดโอกาสในการบุกรุกพื้นที่ และป้องกันมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาด
ขั้นตอนการตรวจพื้นที่ตามมาตรฐาน
ขั้นตอนการตรวจพื้นที่ของ รปภ. ที่ได้มาตรฐานวิชาชีพนั้น ต้องปฏิบัติตามกรอบที่ชัดเจน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 5 ระยะสำคัญ ดังนี้
1. เริ่มกะ
การเตรียมความพร้อม คือหัวใจสำคัญของความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ควรตรวจสอบอุปกรณ์ส่วนตัว เช่น วิทยุสื่อสารต้องมีแบตเตอรี่เต็ม ไฟฉายต้องสว่าง และกุญแจสำคัญต้องครบถ้วน นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบจอมอนิเตอร์ CCTV เพื่อดูความเรียบร้อยโดยรวม และรับมอบหมายงานพิเศษ หรือคำสั่งเฉพาะกิจ จากกะก่อนหน้า เพื่อให้การทำงานต่อเนื่องไม่มีรอยต่อ
2. ตรวจรั้วและจุดผ่านเข้า-ออก
เจ้าหน้าที่ต้องเดินสำรวจแนวกำแพง รั้ว และประตูทางเข้าหลักอย่างละเอียด ตรวจสอบไฟส่องสว่างรอบนอกว่าทำงานปกติหรือไม่ พร้อมทั้งสังเกตสิ่งผิดปกติหรือร่องรอยการพยายามบุกรุก เช่น รอยตัดลวดหนาม หรือสิ่งของที่วางพิงกำแพงผิดที่ผิดทาง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการทำงานของ รปภ. ในแต่ละกะ
3. ตรวจสอบภายในอาคาร
การตรวจสอบภายในอาคาร ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยด้านกายภาพและด้านอัคคีภัย เจ้าหน้าที่ต้องเช็กประตูทางหนีไฟให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา ตรวจดูทางเดินส่วนกลาง ห้องน้ำ และพื้นที่ส่วนกลางต่าง ๆ ว่าไม่มีสิ่งกีดขวางทางฉุกเฉิน รวมถึงสังเกตสัญญาณของอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น ท่อน้ำรั่วซึม กลิ่นไหม้ผิดปกติ หรือสายไฟที่อาจก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้
4. การคัดกรองบุคคล
เจ้าหน้าที่ต้องลงทะเบียนบันทึกบัตรประชาชน (ID Card) ของผู้ติดต่อทุกรายอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่ผู้ที่อ้างว่าเคยมาติดต่อแล้วก็ตาม นอกจากนี้ต้องเฝ้าระวังบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยผ่านกล้องวงจรปิด เช่น การเดินวนเวียนโดยไม่มีจุดหมาย หรือพยายามหลบเลี่ยงสายตาเจ้าหน้าที่ และต้องรายงานทันทีหากพบเหตุผิดปกติ
5. สิ้นสุดกะ
เมื่อสิ้นสุดการทำงาน เจ้าหน้าที่ต้องสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างกะลงในสมุดบันทึกเหตุการณ์ (Logbook) อย่างละเอียดและครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปกติหรือผิดปกติก็ตาม พร้อมชี้แจงประเด็นที่ต้องติดตามต่อเนื่อง จากนั้นส่งมอบพื้นที่และอุปกรณ์ให้กะถัดไป

เช็กลิสต์ตรวจงาน รปภ. รายกะ
เพื่อควบคุมให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างแม่นยำ ผู้บริหารควรมีเช็กลิสต์ตรวจงาน รปภ. แบบรายกะ ซึ่งมีตัวอย่าง ดังนี้
ชื่อโครงการ: ………………………………………………….. วันที่: ……../……../……..
กะการปฏิบัติงาน: [ ] กลางวัน (07.00-19.00) [ ] กลางคืน (19.00-07.00)
| ลำดับ | รายการตรวจสอบ (Checklist Items) | ผลการตรวจ (PASS/ FAIL) | หมายเหตุ/ สิ่งที่พบ |
|---|---|---|---|
| 1. | ความพร้อมของบุคลากรและอุปกรณ์ | ||
| 1.1 | เครื่องแต่งกายสะอาด เรียบร้อย ถูกต้องตามระเบียบ | [ ] | |
| 1.2 | วิทยุสื่อสาร (ตรวจสอบแบตเตอรี่และการรับ-ส่ง) | [ ] | |
| 1.3 | ไฟฉาย (ความสว่างและแบตเตอรี่สำรอง) | [ ] | |
| 1.4 | อุปกรณ์อื่น ๆ (เช่น กุญแจ บัตรแลก และกล้อง Body Cam) | [ ] | |
| 2. | แนวรั้ว ประตู และบริเวณโดยรอบภายนอก | ||
| 2.1 | ประตูทางเข้า-ออก ปิดล็อกแน่นหนาตามเวลาที่กำหนด | [ ] | |
| 2.2 | แนวรั้ว/กำแพง อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยตัด/ชำรุด | [ ] | |
| 2.3 | ระบบไฟส่องสว่างรอบอาคารทำงานปกติทุกจุด | [ ] | |
| 3. | ภายในอาคารและจุดเสี่ยงภัย | ||
| 3.1 | ประตูทางหนีไฟปิดสนิท และไม่มีสิ่งของวางกีดขวาง | [ ] | |
| 3.2 | ตรวจสอบกลิ่นไหม้ กลิ่นแก๊ส หรือเสียงน้ำรั่วซึม | [ ] | |
| 3.3 | ระบบลิฟต์และไฟฟ้าส่องสว่างในทางเดินทำงานปกติ | [ ] | |
| 4. | การคัดกรองและการควบคุมการเข้า-ออก | ||
| 4.1 | บันทึกข้อมูลผู้ติดต่อ (Visitor) ครบถ้วน 100% | [ ] | |
| 4.2 | มีการตรวจสอบบัตรประชาชน/ใบขับขี่ อย่างเคร่งครัด | [ ] | |
| 4.3 | การตรวจสอบการนำทรัพย์สินออก มีเอกสารอนุญาตถูกต้อง | [ ] | |
| 5 | การบันทึกรายงานและส่งมอบงาน | ||
| 5.1 | บันทึกเหตุการณ์ใน Logbook ครบถ้วน (ระบุเวลาชัดเจน) | [ ] | |
| 5.2 | สรุปยอดจำนวนรถ/บุคคล ที่ค้างสะสมในพื้นที่ | [ ] | |
| 5.3 | การส่งมอบกุญแจและอุปกรณ์สำคัญระหว่างกะ | [ ] |
ผู้รายงาน (เจ้าหน้าที่กะเดิม): ……………………………………………… เวลา: ………………..
ผู้รับมอบ (เจ้าหน้าที่กะใหม่): ……………………………………………… เวลา: ………………..
ผู้ตรวจสอบ (Supervisor/QC): ……………………………………………… (ลงชื่อ)
ยกระดับความปลอดภัยด้วยมาตรฐานสากล
นอกจากการปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย พ.ร.บ. ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 แล้ว การนำเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรมาผสานกันจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างมาก
Guard Tour Digital
การเปลี่ยนจากสมุดบันทึกแบบเดิมมาใช้ระบบ Guard Tour Digital หรือระบบสแกนจุดตรวจแบบดิจิทัล ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการทำงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มีความแม่นยำและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่สามารถสแกนตามจุดตรวจ (Checkpoint) ผ่านอุปกรณ์ เช่น มือถือหรือเครื่องสแกนเฉพาะทาง ซึ่งข้อมูลจะถูกบันทึกแบบ Real-time ทำให้ผู้ควบคุมงานสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างชัดเจนว่า มีการเดินตรวจครบถ้วนตามรอบเวลาที่กำหนดจริง
ระบบนี้สอดคล้องกับแนวทางด้านความปลอดภัยในระดับสากล เช่น CTPAT (Customs-Trade Partnership Against Terrorism) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่มุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทาน ป้องกันการก่อการร้าย การลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย และเสริมสร้างความปลอดภัยในทุกขั้นตอน โดยมักนำมาใช้ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกสินค้า รวมถึงสถานที่ที่ต้องการมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง
การอบรมต่อเนื่อง
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมืออาชีพต้องได้รับการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการระงับเหตุฉุกเฉิน การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (First Aid & CPR) การรับมือกับเพลิงไหม้ การใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยสมัยใหม่ รวมถึงทักษะการสื่อสารและการจัดการสถานการณ์ตึงเครียด การอบรมเหล่านี้ไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนที่สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งานและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
การทำงานของ รปภ. ที่ดีไม่ใช่เพียงการนั่งประจำการ แต่คือการดำเนินงานตามขั้นตอนที่ชัดเจนในทุกกะ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้งานในอาคาร หากคุณเลือกใช้บริการจากบริษัทรักษาความปลอดภัยที่มีมาตรฐานและมีการตรวจสอบผ่านเช็กลิสต์อย่างสม่ำเสมอ คุณจะมั่นใจได้ว่าทรัพย์สินและชีวิตจะได้รับการคุ้มครองอย่างมืออาชีพ ที่ Doing Well เป็นบริษัทให้บริการ รปภ. ที่มีแผนดำเนินการชัดเจน และปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพ ติดต่อสอบถามข้อมูลการจ้างทีมรักษาความปลอดภัย หรือขอใบเสนอราคาได้ที่ โทร. 02-075-5151 LINE OA: @doingwell หรือ E-mail : info@doingwell.co.th
ข้อมูลอ้างอิง
- คู่มือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โรงเรียนธัญบุรี. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จาก https://tbs.ac.th/sites/wp-content/uploads//2020/09/
- หน้าที่ของ รปภ..สืบค้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จาก https://security.go.th/duty/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำงานของ รปภ. แต่ละกะ (FAQs)
Q : รปภ. ในแต่ละกะมีหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร ?
A : โดยทั่วไป กะกลางวันจะเน้นการอำนวยความสะดวกและควบคุมการเข้า-ออกของบุคคลและยานพาหนะ ส่วนกะกลางคืนจะเน้นการเฝ้าระวัง ตรวจจุดเสี่ยง และป้องกันการบุกรุกเป็นหลัก เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูงกว่า
Q : ความถี่ในการเดินตรวจพื้นที่ควรเป็นอย่างไร ?
A : ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของพื้นที่ แต่โดยมาตรฐานควรเดินตรวจอย่างน้อยทุก 1-2 ชั่วโมง และเพิ่มความถี่ในช่วงเวลากลางคืนหรือจุดเสี่ยงสำคัญ
Q : ทำไมต้องมีการส่งมอบงานระหว่างกะ ?
A : เพื่อให้การทำงานต่อเนื่อง ไม่มีข้อมูลตกหล่น โดยเฉพาะประเด็นที่ต้องติดตาม เช่น เหตุผิดปกติ หรือพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ